ในวันที่ชีวิตดูเร่งรีบจนดูเหมือนว่าเวลาใน 1 วันไม่เคยพอ คงจะดีถ้ามีสักที่ที่เวลาเดินตามจังหวะปกติของเข็มนาฬิกา จับพลัดจับผลูเปิดไปเจอรูป “บ้านพิพิธภัณฑ์”…อยู่ไม่ไกลซะด้วย (พุทธมณฑลสาย 2) เลยตัดสินใจกระโดดขึ้นรถทันที ไม่มีเข็มทิศ GPS, Google Maps หรือแม้กระทั่งแผนที่กระดาษสักแผ่น (เพราะดันไม่ทันเห็นปุ่มแผนที่บนหน้าเว็บไซต์ที่เตรียมไว้ให้เรียบร้อย) มีแต่คำบอกทางที่ตัวเองก็ไม่ค่อยจะเข้าใจ กะว่าไปตายเอาดาบหน้า และแล้วก็ตายจริงๆ วนไปวนมาอยู่พักใหญ่ ออกซอยนั้น เข้าซอยนี้ และโดยไม่ทันตั้งตัว ตาก็เหลือบไปเห็นป้ายชี้ทาง “บ้านพิพิธภัณฑ์”
“บ้านพิพิธภัณฑ์” ดูภายนอกไม่ต่างอะไรมากจากบ้านที่อยู่อาศัยทั่วไป ที่จะต่างออกไปก็น่าจะเป็นร้านกาแฟเล็กๆ น่ารักหน้าตัวบ้าน ตกแต่งด้วยกลิ่นอายย้อนยุคนิดๆ ของเก้าอี้ไม้ ที่ดูเหมือนจะเป็นเก้าอี้ที่เห็นได้ตามสถานีรถไฟในหนังไทยเก่าๆ เล็งเอาไว้ตั้งแต่มาถึงว่าก่อนกลับจะต้องมาขอนั่งเล่นจิบกาแฟสักนิด เข้าไปในตัวบ้าน แอร์เย็นฉ่ำ ค่อยชุ่มชื่นจากอากาศร้อนอบอ้าวต้นเดือนมีนาสักหน่อย บรรยากาศเหมือนเดินเข้าไปในอาณาจักรขนมและของเล่นแบบเก่าร่วมสมัย สีสันแสบตาชวนหัวใจวัยเด็กให้กระโดดออกมาโลดเต้นอีกครั้ง (ถึงแม้จริงๆ แล้วตอนนี้ก็ยังเชื่อว่าตัวเองยังไม่แก่มากเท่าไหร่) ชั้นล่าง…เต็มไปด้วยของเล่นสังกะสี ทหารพลาสติกตัวเล็กๆ ขนมเก่าๆ ที่หาไม่ค่อยได้ตามร้านซุเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป ป้ายโฆษณาเก่าคลาสสิก ตู้ยาจีนที่ทำด้วยไม้ขนาดใหญ่เต็มฝาผนังห้อง และยังมีอื่นๆ อีกมากมาย (ใช้พื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากๆ) เป็นการแนะนำความเป็นตัวตนของ “บ้านพิพิธภัณฑ์” กับผู้เข้ามาเยี่ยมชมได้อย่างน่าประทับใจ ชวนสองขาให้เริ่มเดินต่อไปยังชั้นบนของตัวบ้าน หนีจากความจอแจของเด็กตัวเล็กๆ ที่กำลังสนุกอยู่กับรถของเล่นขับได้จริงอย่างเมามัน
พอขึ้นมาถึงชั้นสอง ความเย็นจากเครื่องทำความเย็นแบบทันสมัยก็เปลี่ยนไปเป็นลมเย็นแบบสบายๆ จากแอร์ธรรมชาติ…ตัวบ้านชั้นบนถูกแปลงโฉมเป็นโรงหนังร่วมสมัยที่กำลังฉายหนังเรื่อง “เรือนแพ” ให้กับผู้ชมวัยเยาว์ ตรอกข้างโรงหนังถูกจำลองเป็นโรงพิมพ์ ตรงข้ามเป็นร้านตัดผม “อรุณเกศา” ที่มองแว้บแรกก็หวนไปนึกถึงหนังเรื่อง “แฟนฉัน” แต่ดูจากเก้าอี้ตัดผมแล้ว “แฟนฉัน” น่าจะยังเด็กกว่า “อรุณเกศา” อยู่นิด และแล้วก็มาถึงมุมโปรด…ร้านเช่าหนังสือในยุค 2500 มีหนังสือโปรดอยู่หลายเล่มเลยทีเดียว รูปโฉมหนังสือที่เห็นได้ทั่วไปตามร้านหนังสือสะดวกซื้อในปัจจุบันอาจจะดูดีทันสมัยขึ้น แต่พอได้มาเห็นปกรุ่นเก่าของหนังสือเล่มโปรดหลายๆ เล่ม ใจก็นึกอยากเก็บไว้ในครอบครองซะอย่างงั้น ถ้าไม่เป็นเพราะตาเหลือบไปเห็นเอาที่เล่นแผ่นเสียงโบราณเข้า คงอีกนานกว่าจะได้ออกมาจากมุมนั้น ถึงแม้จะไม่เคยได้ยินมันเล่นเพลงเลยสักครั้ง (เป็นเครื่องยืนยันว่าจริงๆ แล้วก็ยังไม่แก่เท่าไหร่) แต่เห็นกี่ทีก็ยังอดคิดไม่ได้ว่าเครื่องเล่นแผ่นเสียงสมัยเก่ามันดูสวยคลาสสิกจริงๆ ลืมบอกไปว่าเจ้าเครื่องเล่นแผ่นเสียงสุดคลาสสิกนี้ตั้งแสดงอยู่ในส่วนที่จัดเป็นร้านถ่ายรูปสมัยคุณย่ายังสาว ตู้โชว์อวดโฉมกล้องถ่ายรูปรุ่นคุณปู่เอาไว้เรียงราย ทั้ง Kodak ทั้ง Ricoh ทันสมัยใช่ย่อย
วนไปวนมาอยู่กับของเก่าร่วมสมัยที่มีคนใจดีบริจาคให้กับ “บ้านพิพิธภัณฑ์” เป็นผู้ดูแลอยู่นาน หันไปสะดุดตากับกรอบรูปธรรมดาๆ ที่แขวนไว้อยู่ข้างฝาเข้า ข้างในกรอบรูปมีกระดาษลายเส้นที่มีลายมือเด็กเขียน “ก” ไว้เกือบเต็มหน้า ตรงกลางมีภาพเด็กผู้หญิงตัวนิดเดียวเป็นภาพขาวดำใบเล็กๆ มีข้อความเป็นลายมือเขียนกำกับไว้ว่า “ลูกเป๊ปซี่เขียนตัวหนังสือได้เป็นครั้งแรกในชีวิต เมื่อวันที่ 16 สิงห์ 2509 เวลา 20.30 นาฬิกา แม่ดีใจที่สุดเลยที่ลูกเขียนหนังสือได้ แม่คอยเวลานี้มานานแล้ว”….ยิ้ม ทำให้รู้ว่าชื่อ “เป๊ปซี่” นี้มีมานานแล้วเหมือนกันนะเนี่ย
เดินขึ้นบันไดต่อไปอีกชั้น ก่อนที่จะเห็นอะไรทั้งหมดทั้งปวง สองขาเจ้ากรรมก้าวเข้าไปในร้านสรรพสินค้าก่อนเลย ส่วนนี้เต็มไปด้วยของกระจุกกระจิกในแพ็กเกจแบบเรโทร ยี่ห้อที่สมัยนี้หาคงไม่มีแล้วอย่างเชิ๊ตเซียฮวด หรือสบู่เซนลุก ฝั่งตรงข้ามจัดเป็นห้องทำงานนายอำเภอ อยู่ข้างๆ กับห้องเรียนที่เต็มไปด้วยหนังสือเรียนสมัยก่อน ทั้งมานะ มานี สุดา แล้วก็คาวี ถ่ายรูปเล่นซะจนเพลิน ลืมไปว่ามีภารกิจจิบกาแฟที่เล็งไว้แต่แรก เลยตัดสินใจว่าควรเลิกบ้ากล้องแล้วลงไปซดกาแฟสักแก้วได้แล้ว
แต่พอลงบันไดมา ตื่นตาตื่นใจจนเต้นผิดจังหวะพอเห็นของเล่นละลานตาที่ยังไม่ได้เชยชมเมื่อมาถึง แถมยังเหลือบไปเห็นว่ามีอีกส่วนที่อยู่นอกตัวบ้าน จำลองบรรยากาศของตลาดริมน้ำที่เรียงรายไปด้วยร้านค้าเล็กๆ น่ารัก ทั้งร้านกาแฟอาแปะ (ร้านนี้ไม่ขาย…เกือบจะหน้าแตกดังเพล้ง) มีร้านขายเครื่องเขียนที่ตั้งโชว์เครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นดึกดำบรรพ์ พร้อมด้วยอุปกรณ์เครื่องเขียนอีกเยอะแยะมากมาย ไหนจะมีร้านทอง แล้วก็ร้านคุณหมอทำฟันจำลองไว้ด้วย ตรงนี้อยู่ไม่นาน เพราะกลัวหมอฟัน…
กว่าจะได้นั่งลงจิบกาแฟอย่างที่ตั้งใจไว้…หมดเวลาไปเกือบ 2 ชั่วโมง เป็น 2 ชั่วโมงที่ไม่ต้องเร่งด่วน ไม่ต้องวิ่งตามความวุ่นวายของชีวิตยุคปัจจุบัน เรื่อยๆ สบายๆ ชื่นชมกับสิ่งของที่แม้จะเล็กน้อยนิดกระจ้อยร่อย ก็มีคุณค่า…คุณค่าทางวัฒนธรรม และคุณค่าทางจิตใจ สำหรับบางคน ของเก่าๆ อาจดูไม่มีค่า ไร้ประโยชน์ แต่จริงๆ ให้เวลาหันมามองมันสักนิด มันจะช่วยสะกิดเตือนเราได้ว่า ในที่วันที่เข็มนาฬิกาดูเหมือนจะเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว การได้อยู่ในที่ที่ทุกอย่างดูเหมือนจะหยุดอยู่นิ่งๆ บ้าง อาจจะทำให้ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้นก็ได้ อย่างน้อยๆ ไปเที่ยวครั้งนี้ ก็ได้รู้ว่า “เป๊ปซี่” นี้เป็นชื่อที่ร่วมสมัยเอาการ และก็ได้รู้ว่าถึงแม้หลายๆ ครั้งจะกระโดดโลดเต้นไปกับเทคโนโลยีใหม่ๆ สุดยอดแห่งอนาคต…ส่วนหนึ่งลึกๆ ก็ยังรักกลิ่นหมึกพิมพ์ของหนังสือเล่ม ยังตื้นตันไปกับลายมือของคนเป็นแม่ที่เขียนถึงลูก และยังมีความสุขกับสิ่งเล็กๆ น้อยที่อาจจะไม่สุดล้ำทันสมัย
ไม่เก่า ไม่ใหม่…แต่คงเป็นความพอดีระหว่างจังหวะที่แตกต่างของเข็มนาฬิกา
—————————————————————————————————————————
ใครอยากลองไปลดระดับความเร็วของเข็มนาฬิกาที่ “บ้านพิพิธภัณฑ์” ดูบ้าง ขอแนะนำให้เข้าไปที่ http://houseofmusuems.siam.edu เก็บข้อมูล และเรื่องเล่าความเป็นมาของ “บ้านพิพิธภัณฑ์” ก่อนเดินทาง ส่วนการเดินทางนั้น ตามแผนที่ไปได้เลย หรือถ้าไม่แน่ใจ โทรสอบถามได้ที่คุณเอนกที่ 089-200-2803 หรือคุณวรรณาที่ 089-666-2008












Pingback: Tweets that mention ลดระดับความเร็วเข็มนาฬิกา ณ บ้านพิพิธภัณฑ์ « Talking Head -- Topsy.com
น่าไปอ่ะ
สรุปแล้วมันอยู่ที่ไหนอ่ะพี่แพร ไปกันๆๆ